แพ็คเกจจิ้งแบบไหนที่เวิร์คจริง? พาส่อง 5 ตัวอย่างจากแบรนด์ดัง พร้อมเบื้องหลังการเลือกใช้

แพ็คเกจจิ้งแบบไหนที่เวิร์คจริง? พาส่อง 5 ตัวอย่างจากแบรนด์ดัง พร้อมเบื้องหลังการเลือกใช้
แพ็คเกจจิ้ง ไม่ใช่แค่ "เปลือก" แต่คือ "ประตูด่านแรก" ที่จะทำให้ลูกค้าหยิบสินค้าขึ้นมาดู ลอง และตัดสินใจซื้อภายในไม่กี่วินาที แล้วแบบไหนล่ะที่เวิร์คจริงในตลาดบิวตี้?
วันนี้ เจ แพ็คเกจจิ้ง จะพาไปส่อง 5 ตัวอย่างแพ็คเกจจิ้งจากแบรนด์ดัง พร้อมเบื้องหลังการเลือกใช้ ที่อาจทำให้คุณมองแพ็คเกจจิ้ง "ไม่เหมือนเดิม" อีกต่อไป!
บรรจุภัณฑ์แบบซอง (Pouch Packaging)

Pouch Packaging หรือ บรรจุภัณฑ์แบบซอง
ข้อดีของการเลือกใช้:
- ราคาต้นทุนต่ำ เหมาะกับสินค้าขนาดทดลอง
- ลูกค้า "กล้าลอง" เพราะไม่ต้องจ่ายแพง
- ขนาดเล็ก พกพาง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์เร่งรีบ
แบรนด์ที่ใช้ซองมักวางกลยุทธ์ให้ลูกค้าลองใช้ > ติดใจ > กลับมาซื้อไซส์ใหญ่
เป็นเครื่องมือ "ปั้นยอดขาย" ได้ดีมาก โดยเฉพาะสินค้าสกินแคร์
แบรนด์ตัวอย่างที่ใช้บรรจุภัณฑ์ซอง: Smooto, BK Acne, Rojukiss
บรรจุภัณฑ์แบบขวดปั๊ม (Pump Bottle)

Pump Bottle หรือ บรรจุภัณฑ์แบบขวดปั๊ม
ข้อดีของการเลือกใช้:
- ใช้งานสะดวก ไม่เลอะมือ
- ควบคุมปริมาณได้แม่นยำ
- ดูสะอาดและพรีเมียม
เบื้องหลังการวางกลยุทธ์:
แบรนด์สายเวชสำอางนิยมใช้ เพื่อแสดงภาพลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์ดูสะอาด ปลอดภัย และใช้งานง่าย
เหมาะกับสินค้าที่มีเนื้อสัมผัสเหลวหรือเจล เช่น คลีนเซอร์ โลชั่น เซรั่ม
แบรนด์ตัวอย่างที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบขวดปั๊ม: Cerave, La Roche-Posay, Smooth E
บรรจุภัณฑ์แบบตลับ (Compact Case)

Compact Case หรือ บรรจุภัณฑ์แบบตลับ
ข้อดีของการเลือกใช้:
- ดีไซน์ดึงดูด เห็นแล้วอยากหยิบใช้
- เหมาะกับสินค้าประเภทพกพา เช่น คุชชั่นหรือแป้งพัฟ
- สามารถดีไซน์ฝาปิดให้มีลวดลายเฉพาะของแบรนด์
เบื้องหลังการวางกลยุทธ์:
แบรนด์มักใช้ตลับเพื่อสร้างภาพจำ โดยออกแบบลวดลายให้มีความ Limited Edition หรือ Special Collection ซึ่งช่วยกระตุ้นการซื้อซ้ำจากลูกค้าเดิม
แบรนด์ตัวอย่างที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบตลับ: Cute Press, Laneige
บรรจุภัณฑ์แบบขวดดรอปเปอร์ (Dropper Bottle)

Dropper Bottle หรือ บรรจุภัณฑ์แบบขวดดรอปเปอร์
ข้อดีของการเลือกใช้:
- ให้ภาพลักษณ์ "วิทยาศาสตร์" หรือ "สกินแคร์ที่เน้นส่วนผสม"
- ควบคุมปริมาณได้ง่าย
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ และความมีมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์
เบื้องหลังการวางกลยุทธ์:
เหมาะกับสินค้าที่มีเนื้อบางเบา เช่น เซรั่มเข้มข้น วิตามินบำรุงผิว
แพ็คเกจแบบนี้มักใช้ควบคู่กับการเน้นส่วนผสมเป็นจุดขาย เช่น Vitamin C, Niacinamide ฯลฯ
แบรนด์ตัวอย่างที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบขวดดรอปเปอร์: The Ordinary, Skin1004
บรรจุภัณฑ์แบบหลอดบีบ (Tube Packaging)

Tube Packaging หรือ บรรจุภัณฑ์แบบหลอดบีบ
ข้อดีของการเลือกใช้:
- ใช้ง่าย พกง่าย
- เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานในปริมาณมาก เช่น โฟมล้างหน้า, ครีม
- วางนอนได้ ไม่เปลืองพื้นที่
เบื้องหลังการวางกลยุทธ์:
หลอดบีบยังเป็นที่นิยมเพราะต้นทุนต่ำกว่าขวดหัวปั๊ม แถมยังครีเอทดีไซน์ได้หลากหลาย และใช้ได้กับกลุ่มสินค้าหลายประเภท
แบรนด์ตัวอย่างที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบหลอดบีบ: Senka, Innisfree
ดังนั้น แพ็คเกจจิ้งที่เวิร์ค จะต้อง "เข้าใจสินค้า + เข้าใจลูกค้า"
- อย่าเลือกแพ็คเกจจิ้งเพียงเพราะ "สวย" แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง และกลุ่มเป้าหมาย
- คิดถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ เช่น จะให้ดูน่ารัก คลีน หรู หรือรักษ์โลก
- แพ็คเกจที่ดีจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และกระตุ้นการซื้อซ้ำได้จริง
หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์ที่กำลังเลือกแพ็คเกจจิ้ง ลองถามตัวเองว่า...
"สินค้าของฉันควรถูกใช้ยังไง?"
"ลูกค้าของฉันอยากได้ภาพลักษณ์ต่อผลิตภัณฑ์แบบไหน?"
"แพ็คเกจนี้...ช่วยให้แบรนด์ฉันดูน่าจดจำขึ้นไหม?"
เมื่อคุณสามารถตอบคำถามทั้ง 3 นี้ได้ คุณจะค้นพบแพ็คเกจจิ้งที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ของคุณ
แพ็คเกจจิ้งไม่ได้เป็นเพียงแค่วัสดุห่อของ แต่คือเครื่องมือทำการตลาดที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง
ลงทุนให้ถูกจุด แล้วแพ็คเกจจะช่วยคุณโปรโมทสินค้าได้อย่างน่าประทับใจค่ะ


